“บางทีการมีชีวิตอยู่ก็คือการที่เรารู้สึกว่าเราเชื่อมโยงกับใครสักคนอย่างหมดหัวใจ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

กรกฎาคม 6, 2007

ทำไมไม่มีความสุข ?

พี่คนหนึ่งบอกว่า
“คนที่คิดว่าตัวเองไม่มีความสุขจริงๆแล้วเป็นคนที่มีความสุขอยู่แล้ว เพราะว่าคนที่ไม่มีความสุขเค้าไม่ได้คิดว่าตัวเองไม่มีความสุข “

เราแค่หยิบยืมอารมณ์มันมา สนุกๆ เท่านั้นเอง

ไม่รู้มันเป็นอะไร อารมณ์แบบนี้ แต่เป็นบ่อยๆ

หรือเป็นเพราะว่าเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงของชีวิต (แต่ทุกคนก็เปลี่ยนแปลงกันตลอดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ?)

หรือเราเป็นผลผลิตของสังคมสมัยใหม่ของเมืองไทย ที่ความเหงาเข้ามากัดกินเมื่อไม่รู้จะนิยามตัวเองยังไง เมื่อเราถามว่า

“เราเป็นใคร”

“เราอยู่ไปทำไมนะ”

มันไม่มีเสียงตะโกนตอบกลับมา ให้เรารู้สึกว่าเรามีคุณค่าบ้างเลย

เราคิดว่าบางทีเราอาจคิดถึงแฟนที่อยู่เมืองนอก
อยากอยู่กับเธอ อยากจับมือ โอบกอดกันและกัน
ให้ชีวิตได้รับรู้ถึงคุณค่าของการอยู่

บางทีเราอาจจะแค่เหงา บางทีเราอาจจะแค่คิดถึงเธอ
เราคิดว่า บางที ในชีวิตของเรา
ในโลกทีมันแสนโกลาหล และ พร่ามัว เศร้าหมองใบนี้

การได้รู้สึกว่าเราเชื่อมโยงกับใครสักคนอย่างหมดหัวใจ
มันอาจเพียงพอแล้วต่อคุณค่าของการมีชีวิตอยู่

ดำเนินชีวิตต่อไปเพื่อดูให้ความฝันของเราสองคนเป็นจริงนะ


เนื้อเพลงแนวๆ ที่อยู่ๆก็ฮัมขึ้นมา

มิถุนายน 12, 2007

“แบกหนักก็ทุกข์ แบกทุกข์ก็หนัก”

แนวววววว


โอ้ว เถียงกันมันหยด เพศ และ ศักศรีดิ์ความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูฐ

มิถุนายน 11, 2007

ฝ่ายหัวก้าวหน้าขอให้พูดถึงความหลากหลายทางเพศ

และการเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรม รัฐต้องคุ้มครอง

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมบอกว่าเราต้องกำหนดขอบและกรอบที่ถูกควรไว้ให้เค้า โอ้วววววผลจะออกมายังไงฮะ เดาซิฮะ

เราว่าฝ่ายหัวก้าวหน้า แพ้แน่นอน บ้านนี้เมืองนี้ในตอนนี้ !


เมื่อคืนฝันว่าตึกใบหยกถล่ม !

มิถุนายน 11, 2007

ฝันว่าทั้งใบหยกและสะพานนวรัฐถลมลงมา

แนวมาก กรุงเทพอันหนึ่ง เชียงใหม่อันหนึ่ง แต่ในฝันของเรามันเกิดในพื้นที่เดียวกัน (เชียงใหม่) ไม่มีอะไรหรอก แค่นี้แหละ ฮ่าๆ

เดี๋ยวว่าจะเอาสมุดเด็กหน้าบึ้งไปร้านกาแฟ เพื่อวางแผนเจ็ดวัน

อยากอยู่นาน อย่ากินเยอะนะฮะ

;])


การเต้นของมหาลัยราชภัฎเชียงใหม่ในรายการ Beat Battle – ตัวอย่างของ Hybrid Culture?

มิถุนายน 10, 2007

ไม่เคยดูรายการนี้มาก่อน เป็นการประกวดแข่งเต้นกัน จากมหาลัยต่าง ๆ เด็ดมาก เคยดูตัวอย่าง เค้าจะได้โจทย์ไป เช่น ไฟ” “น้ำแล้วให้แต่ละทีมไปตีความมาแสดงท่าทางในการเต้นแข่งกัน เรานั่งดูสนุกมากๆ เป็นรายการเต้นที่สนุกจริงๆ เพราะว่ามันแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละทีม (เวิร์คพอยท์อีกแล้วครับท่าน)  

เมื่อกี้ได้ดูการเต้นของมหาลัยราชภัฎเชียงใหม่ เค้าเอาเพลงของลานนา คัมมินท์มาเปิด ชื่อว่ายินดีปีระกา ไม่รู้จะเคยได้ยินมั้ย (เป็นเพลงที่เอาทำนองทางเหนือๆ มาใส่ Beat แบบ Dance พวก House ปน Techno เข้าไป มีท่อนแร๊บของสิงเหนือเสือใต้นิดหน่อย)  แล้วทางทีมนี้เค้าก็เต้นประกอบไปด้วย น่าสนใจมาก

เค้าหยิบเอาชุดของชาวเขา มาใส่แล้วก็เต้นแบบร่วมสมัย (เราไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร) มันโดนมากๆ มันจะเป็นภาพของเด็กวัยรุ่นใส่ชุดชาวเขาแบบประยุกต์ๆ แล้วก็เต้นแบบโมเดิร์น มันน่าสนใจมาก แบบว่ามันทำให้เราแทบจะร้องไห้เลย ไม่รู้ทำไม  

มาคิดๆดู เราคิดว่าอย่างหนึ่งคือ เค้าไม่ได้เป็นฝรั่ง และ ก็ไม่ได้เป็นคนเชียงใหม่ คือ พยายามจะแสดงออกว่าชั้นเป็นของชั้นแบบนี้แหละ ชั้นเกิดและโตมาในสังคมของการขดเกลียวร่วมกันทางวัฒนธรรม และชั้นก็ภูมิใจในแนวทางของชั้น  

มันทำให้เราคิดถึงงานสถาปัตยกรรม และ แนวทางของสถาปัตยกรรมของเราสองคน เราควรจะทำยังไง ? เป็นฝรั่งหรือ หรือเป็นคนเชียงใหม่ หรือ ผสมผสานเข้าด้วยกัน ?  เราว่าอย่างสุดท้ายนั้น น่าสนใจมากๆ

เราเป็นแมวเราก็เป็นแมว       


ตัวตนภายใน

มิถุนายน 10, 2007

อืม อ่านไปก็งงไป ค่อนข้างยากทีเดียว

ถ้าไม่มีสมาชิกก็ไม่มีสนาม
ถ้ามีสมาชิกแต่ไม่มีการทำก็ไม่มีสนามอยู่ดี อืม

เพราะฉะนั้นสนามต้องมีสมาชิกและมีการทำ (ปฎิบัติ) สินะ

คำถามก็คือแล้วสนามนั้นมีไว้เพื่อสิ่งใด?(เลื่อนไปอ่านข้างบนก่อน)  อ้า ไม่ใช่เราเข้าใจผิดไปแล้วจริงๆมันเป็นแบบนี้ต่างหาก

วัตถุประสงค์—–>สนาม——->สมาชิก——–>การปฎิบัติ

อืม เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนกับการตามตัวตนของตนเอง จากสิ่งที่อยู่ภายนอกสินะ แล้วในที่สุดมันก็กลับมาหาตัวเอง

คงจะเหมือนการปฎิบัติธรรมสินะ


ศิลปะ:ปฏิบัติการทั้งแปดของ”ฟ้า”[ตอน อ่านให้ฟัง]

มิถุนายน 10, 2007

ทันใดนั้นเอง  ผมเริ่มเข้าใจมัน เมื่อเผชิญหน้ากับสัญลักษณ์เพียงแปดตัว ที่ไร้คำอธิบาย

มันกลับทำให้ง่ายขึ้น เหลือเพียงมันกับเด็กคนหนึ่ง ตัวต่อตัว

ทันใดนั้น ผมมองพวกมันว่า พวกมันเป็นปฏิบัติการแปดปฏิบัติการ

ในความนิ่งเงียบ  ไร้คำอธิบายนั้น ผมพบว่าพวกมันเป็นแปดปฏิบัติการ

รวมตัวเป็นหนึ่งสนาม พวกมันเป็นสนามดึกดำบรรพ์  อบอุ่น เรียบง่าย และใกล้ชิด

ผมเองก็ไม่รู้ว่าปฏิบัติการทั้งแปดคืออะไร แต่การทำงานของภาคสนาม ไร้เดียงสาได้เริ่มต้นขึ้น

คือ ผมมีอิสระที่จะคิด และกำหนดปฏิบัติการขึ้นมาเอง  ตามความเหมาะสมของกำลังสังขารของตัวเอง

เพราะ นี่คือ ปฏิบัติการ มันจึงต้องปฏิบัติ และจากการปฏิบัติ เราจะรู้เองว่า ข้อใดเป็นได้ ข้อใดเป็นไม่ได้

อิสรภาพในการกำหนดปฏิบัติการทั้งแปด ไม่ใช่ปมด้อยของสนาม แต่กลับเป็นปมเด่น

เพราะทำให้มันสามารถปรับตัวเข้าหาทุกคน   แต่ละปัจเจกที่ไม่เหมือนกัน 

ในอิสรภาพอันกว้างใหญ่นี้ มีเงื่อนไขอยู่เล็กน้อย  เช่นมีกฏทางกายภาพของฟิสิกส์ และกฏของความจริง เป็นพยาน

และเป็นผู้รับรองว่างานนี้เป็นสนามจริงหรือไม่

คุณสมบัติของสนามคือ ภายในจำเป็นต้องมีสมาชิก และสมาชิกนั้นต้องไม่ว่างเปล่า

ปฏิบัติการจึงเป็นการทำงาน การงานนั้นไม่ได้ว่างเปล่า

พลังงานหนึ่งชีวิตของเรา เราต้องใช้มันอยู่แล้ว เพียงแต่จะใช้กับอะไร

จะใช้อย่างมีโครงสร้างรองรับ หรือใช้อย่างกระจัดกระจายไร้โครงสร้าง

ความสมตรของสนาม ทำให้พลังงานของผู้ปฏิบัติ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ผมไม่มีสิทธิเขียนหนังสือเล่มนี้ ในวันที่ผมอายุ 13 ปี เพราะผมยังไม่ได้ปฏิบัติ เมื่อผมอายุ 52 ปี

ผมจึงพบว่า ผมพร้อมแล้วที่จะเขียนเพราะปฏิบัติการทั้งแปด ได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรม

[หนังสือเด้กโบราณ โดย ไฟ พูลวรลักษณ์]

[วัตถุประสงค์ ของการหยิบยก ตัวอักษรของ ฟ้า ในหนังสือเล่มนี้ คือ การอ่านให้ฟัง]

โดยส่วนตัว อ่านหนังสือเล่มนี้หลายรอบมาก รู้ว่า ตัวหนังสือของฟ้า มีการเคลื่อนไหวอยู่

ตลอดเวลา โดยตัวของตัวหนังสือเองแล้ว แสดงถึงความอิสระ ความกว้างที่ไร้ขอบ

ปฏิบัติการที่ว่านี้  ทำให้รู้สึกถึง การเคลื่อนไหวของของสิ่งต่างๆ รอบตัว โลก และจักรวาล

“เพราะนี่คือ ปฏิบัติการ มันจึงต้องปฏิบัติ และจากการปฏิบัติ เราจะรู้เองว่า ข้อใดเป็นได้ ข้อใดเป็นไม่ได้”


(Pace) แต่ละช่องไฟของการก้าวเดิน

มิถุนายน 8, 2007

 Pace

กำลังคิดถึงคำนี้ ชอบจริงๆเลยให้ตายเถอะ ชอบเหมือนกับเรามั้ย ?

เราว่ามันมีความสงบอยู่ในคำนี้ มันมีความเป็นตะวันออกอยู่มากทีเดียว

น่าเอามาตั้งเป็นชื่อสตูดิโอนะ เปลี่ยนจาก Some More Space

มาเป็น Pace น่าจะแนวนะ ว่าป่าวๆ  


คำของคุณฟ้า พูลวรลักษณ์ที่นึกขึ้นมาได้

มิถุนายน 8, 2007

ยืนยู่กับภูเขา

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานศิลปะคือการยืนระยะ

เช่นเดียวกันกับความรัก

 

(เช่นเดียวกันกับความรักเราเติมไปเอง :] )


“Ever The Same”

มิถุนายน 7, 2007

 นั่งมภ??

ระหว่างเดินทาง เรานั่งอย่างเศร้าสร้อยอยู่ในรถบัสในมหานครโตเกียว

ที่เต็มไปด้วยตึกสูงและความเหงา ความเศร้าที่กัดกินหัวใจ

บังเอิญเปิดไปเจอเพลง หนึ่งเข้าชื่อเพลงว่า

Ever The Same ของ Rob Thomas

ฟังแล้วยิ้มได้ มันพูดถึงสถานการณ์ตอนนี้ของเราทั้งสองคนชีวิต

มีความหวังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันร้องแบบนี้หละ

 

We were drawn from the weeds
We were brave like soldiers
Falling down under the pale moonlight

You were holding to me
Like a someone broken

 

And I couldn’t tell you but I’m telling you now

Just let me hold you while you’re falling apart
Just let me hold you and we’ll both fall down
 

 

Fall on me
Tell me everything you want me to be
Forever with you forever in me
Ever the same
 

 

We would stand in the wind
We were free like water

Flowing down
Under the warmth of the sun

 

 

Now it’s cold and we’re scared
And we’ve both been shaken

 

 

Hey, look at us
Man, this doesn’t need to be the end

 

Just let me hold you while you’re falling apart
Just let me hold you and we’ll both fall down
 

Fall on me tell me everything you want me to beForever with you
Forever in me
Ever the same
 

 

Call on me
I’ll be there for you and you’ll be there for me
Forever it’s you
Forever in me

Ever the same 

 

You may need me there
To carry all your weight
But you’re no burden I assure
You tide me over
With a warmth I’ll not forget
But I can only give you love
 

 

Fall on me tell me everything you want me to be
Forever with you
Forever in me
Ever the same

 

Call on me
I’ll be there for you and you’ll be there for me

 

Forever it’s you
Forever in me
Ever the same

 

Forever with you
Forever in me

 

Ever the same … 

 

เรามีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่าที่อื่นของสำนักพิมไชน์ (จำชื่อคนเขียนไม่ได้ละ) เค้าเขียนว่า

เพราะโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ มนุษย์จึงสร้างความรักขึ้นมาทดแทน

เริ่มต้นBlogของเราสองคนละนะ ….